JourneyLifestyleReview Golf Course

5 เรื่องเกี่ยวกับ
‘พระอัจฉริยภาพของ ในหลวงรัชกาลที่ ๙’
ในด้านเทคโนโลยี ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

In Journey, Lifestyle, Review Golf Course on

หลายคนอาจเคยได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศกันมามากมาย ทั้งพระราชกรณียกิจ
และพระจริยวัตรส่วนพระองค์ต่างๆ ที่สร้างความประทับใจให้กับพสกนิกรชาวไทยเป็นล้นพ้น

 

และเมื่อกล่าวถึงเรื่องเทคโนโลยี เมื่อปี ๒๕๔๓ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ถวายการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ
เป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย” และยังกำหนดให้วันที่ ๑๙ ตุลาคม เป็น “วันเทคโนโลยีไทย” อีกด้วย

วันนี้ golfdigg จึงจะขอพาทุกคนย้อนกลับไปรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านเทคโนโลยีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่ทรงค้นคว้าและวิจัย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้แก่พวกเราชาวไทยและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอีกครั้ง

1. ด้านคอมพิวเตอร์

         พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงศึกษาคิดค้นการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ด้วยพระองค์เองทรงประดิษฐ์ “รูปแบบตัวอักษรไทย” ที่มีลักษณะงดงาม เพื่อแสดงผลบนจอภาพคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกพระราชกรณียกิจต่างๆ และทรงติดตั้งเครือข่ายสื่อสารคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนพระราชภารกิจต่างๆ ทั้งยังทรงเคยประดิษฐ์ “ส.ค.ส.” ด้วยคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนเพื่อทรงอวยพรปวงชนชาวไทยอีกด้วย

 

         พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก ทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 1,472,900 บาท ในเดือนพ.ค.2534 ให้มหาวิทยาลัยมหิดลจัดทำโครงการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อการศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถาต่อเนื่องจากโครงการพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์เดิม โดยได้ทรงศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถาฉบับคอมพิวเตอร์นี้ด้วยพระองค์เอง และมีพระบรมราชวินิจฉัย และพระราชวิจารณ์ในการออกแบบโปรแกรมสำหรับใช้ในการสืบค้นข้อมูล

         ในฐานะแห่งองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ถือได้ว่าโครงการ “พระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์” นับเป็นโครงการที่นำวิทยาการชั้นสูงมาประยุกต์ใช้กับข้อมูลเนื้อหาทางด้านพุทธศาสนา

2. ด้านวิทยุกระจายเสียง

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัย
ในเรื่องวิทยุเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ซึ่งพระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์

          พระองค์ได้ทรงซื้ออุปกรณ์เครื่องรับวิทยุซึ่งมีวางขายเลหลังราคาถูก
ทรงประกอบเป็นเครื่องรับวิทยุชนิดแร่ สามารถรับฟังวิทยุกระจายเสียงในยุโรปได้หลายแห่ง
ต่อมาเมื่อกิจการวิทยุเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ได้นำหลอดวิทยุมาใช้ในเครื่องรับ-ส่งวิทยุ และเครื่องขยายเสียงและพระองค์ท่านได้ทรงทดลองอุปกรณ์แบบใหม่นี้ด้วยเช่นกัน

           เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมาประทับอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร ในปี 2495 พระองค์ได้ทรงตั้งสถานีวิทยุ อ.ส. ขึ้นที่พระราชวังสวนดุสิต สถานีวิทยุ อ.ส. เมื่อแรกตั้งเป็นสถานีเล็กๆ มีเครื่องส่ง 2 เครื่อง ขนาดที่มีกำลังส่ง 100 วัตต์ ออกอากาศด้วยคลื่นสั้นและคลื่นยาวในระบบเอเอ็ม พร้อมๆ กัน และในปี 2525 สถานีวิทยุ อ.ส. ได้เพิ่มการส่งกระจายเสียงในระบบเอฟเอ็ม ขึ้นอีกระบบหนึ่ง

           นอกเหนือจากเป็นสถานีวิทยุของสื่อมวลชนเพื่อการบันเทิง และเผยแพร่ความรู้กับประชาชนแล้ว ยังได้ทำหน้าที่แจ้งข่าวสารแก่ประชาชนในโอกาสสำคัญ หรือเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆ ขึ้น เช่น การเกิดโรคโปลิโอระบาดในปี 2495 อหิวาตกโรคในปี 2501 และเมื่อเกิดวาตภัย ที่แหลมตะลุมพุกในปี 2505 โดยมีพระราชดำริให้ใช้สถานีวิทยุ อ.ส. เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรม จนเป็นบ่อเกิดของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ อีกด้วย

3. ด้านการเกษตร

         ในปี พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเยี่ยม พสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ย่านบริเวณเทือกเขาภูพานทรงสังเกตว่า มีปริมาณเมฆมากปกคลุมเหนือพื้นที่ระหว่างเส้นทางบิน แต่ไม่สามารถรวมตัวจนเกิดเป็นฝนตกได้ ทั้งที่เป็นช่วงฤดูฝน และทรงพบเห็นว่าหลายแห่งประสบปัญหา พื้นดินแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และการเกษตร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูเพาะปลูก เกษตรกรมักประสบความเดือดร้อนจากภาวะฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง ในระยะวิกฤติของพืชผล ทำให้ผลผลิตต่ำ หรืออาจไม่มีผลผลิตเลย และอาจทำให้ ผลผลิตที่มีอยู่เสียหายได้ จึงเป็นความเดือดร้อนอย่างสาหัส และก่อให้เกิดความสูญเสีย ทางเศรษฐกิจ แก่เกษตรกรอย่างใหญ่หลวง

         ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล และทรงความอัจฉริยะของพระองค์ด้วยคุณลักษณะของนักวิทยาศาสตร์ ทรงสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลในขั้นต้น
และได้มีพระราชดำริครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2498 แก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ว่าจะทรงค้นหาวิธีการที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติโดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ กับทรัพยากร ที่มีอยู่ให้เกิดมีศักยภาพของการเป็นฝนให้ได้ “ฝนหลวง”  จึงได้เทลงมาให้หัวใจพสกนิกรชาวได้ไทยชุ่มฉ่ำอีกครั้ง

4. ด้านพลังงานทดแทน

           ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า จึงมีพระราชดำริให้เตรียมรับกับปัญหา ด้านพลังงานมากว่า 40 ปี เมื่อ พ.ศ. 2540 ทรงมีพระราชดำริให้นำพืชผลการเกษตรมาผลิตเป็นพลังงานทดแทน เพื่อให้คนไทยพึ่งตัวเองได้ รวมทั้งรองรับปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำที่อาจจะเกิดขึ้น โครงการพัฒนาพลังงานทดแทนมีอาทิ

          1. การพัฒนาแก๊สโซฮอล์ ใน พ.ศ. 2528 ทรงมีพระราชดำรัสให้ศึกษาการผลิตเอทานอลจากอ้อยเพื่อแก้ปัญหาภาวะขาดแคลน น้ำมันและราคาอ้อยตกต่ำ ได้มีการปรับปรุงคุณภาพและกำลังการผลิตเอทานอลอย่างต่อเนื่อง
โดยได้ปรับปรุงความบริสุทธิ์ของเอทานอลจาก 95% ให้มีความบริสุทธิ์ 99.5%
และได้ทดลองผสมเอทานอลด้วยสัดส่วน 10 % ในน้ำมันเบนซิน ซึ่งใช้ได้ผลและเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2539
บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจำกัด (มหาชน) ได้น้อมเกล้าฯ ถวายสถานีบริการแก๊สโซฮอล์เพื่อให้บริการแก่รถยนต์ที่ใช้ในโครงการส่วน พระองค์สวนจิตรลดา

          2. ผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืช เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล โดยทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กที่สหกรณ์นิคมอ่างลึก จังหวัดกระบี่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก ที่ศูนย์การพัฒนาศึกษาพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส
ต่อมาใน พ.ศ. 2543 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้กองงานส่วนพระองค์ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพร้อมทดลองน้ำมันปาล์มกับเครื่องยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ที่วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งพระปรีชาสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นโครงการพัฒนาน้ำมันปาล์มเพื่อใช้กับ เครื่องยนต์ดีเซลนี้ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทองใน โครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้นำไปจัดแสดงในงาน “Brussels Eureka 2001” ซึ่งเป็นนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติประจำปี 2544 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม อีกทั้งโครงการดังกล่าวยังได้รับสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยจากกระทรวงพาณิชย์

5. ด้านการแพทย์

         เพราะภาวะปากแห้ง น้ำลายน้อย ทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาสุขภาพช่องปากและได้รับความทุกข์ทรมานในการดำรงชีวิต มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงดำเนิน “โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจล” ขึ้น
จนได้ผลิตภัณฑ์ชื่อว่า “วุ้นชุ่มปาก (Oral Moisturizing Jelly)” มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำลายที่หลั่งออกมาตามธรรมชาติมาก สามารถปรับสมดุลของสิ่งแวดล้อมในช่องปากให้เป็นกลางโดยไม่ก่อให้เกิดการละลายของผิวฟัน และไม่ดึงเอาแร่ธาตุออกจากฟัน ทั้งยังมีความปลอดภัย กลืนเพื่อให้ความชุ่มชื้นในลำคอได้ ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นในช่องปากทั่วไปที่มีวัตถุกันเสียจึงไม่สามารถกลืนลงคอได้

         ด้วยพระอัจฉริยภาพทางด้านการประดิษฐ์ ทำให้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล WIPO Global Leaders Award หรือ รางวัลผู้นำทรัพย์สินทางปัญญาโลก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ซึ่งนับเป็นรางวัลแรกของ WIPO ที่จัดทำขึ้นและถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาจากองค์กรการประดิษฐ์นานาชาติว่าเป็น “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์โลก”

จะเห็นได้ว่าพระอัจฉริยภาพในด้านเทคโนโลยีจากพระราชดำริของพ่อหลวง ล้วนสร้างมาเพื่อบำบัดทุกข์ และสร้าง ประโยชน์สุขแก่พสกนิกรชาวไทย นอกจากจะทรงเป็น พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย” ที่ยิ่งใหญ่ ท่านยังเป็นพ่อหลวงที่อยู่ในดวงใจของพวกเราชาวไทยตลอดกาล


ติดตามข่าวสาร ,บทความ และโปรโมชั่นต่างๆได้เพียงเพิ่มเพื่อนในไลน์

เพิ่มเพื่อน

 

golfdigg สามารถจองออกรอบผ่านเว็บไซต์ได้แล้ววันนี้

ผ่านทางเมนู booking ในหน้าแรก หรือเข้าผ่านทางลิงค์ >>> booking

ดาวน์โหลดฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ คลิกเลย!
 

Credit รูปภาพ :

http://mcfiva.com/blog/9-%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87/
http://www.sanook.com/health/5157/
http://www.eppo.go.th/royal/m1700_0015.html
http://www.myhappyoffice.com/index.php/2012/06/beloved-king-timeline/
http://news.sanook.com/2091702/
โครงการฝนหลวง